โช กุก ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายปฏิรูปของพรรคฟื้นฟูเกาหลี (조국혁신당) โพสต์ความประทับใจและความคิดเห็นลงเฟซบุ๊กหลังชมภาพยนตร์เรื่อง “มือสังหาร (ทั้งหลาย)” เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2026 เขากล่าวแสดงความอาลัย โดยระบุว่าการถูกยิงเสียชีวิตของยุก ยอง-ซู เป็นโศกนาฏกรรม ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่าภาพยนตร์ไม่ได้สนับสนุนการกระทำของมุน เซ-กวัง หรือล้อเลียนการเสียชีวิตของผู้ล่วงลับ โช กุกกล่าวด้วยว่าภาพยนตร์ไม่ใช่กรณีที่จะต้องรับผิดทางกฎหมาย แต่นี่เป็นความเห็นของเขา ไม่ใช่คำวินิจฉัยของศาลหรือข้อสรุปทางกฎหมายที่ยุติแล้ว

ข้อถกเถียงไม่ได้หยุดอยู่แค่การโต้แย้งเกี่ยวกับการตีความประวัติศาสตร์ในภาพยนตร์ โช กุกวิจารณ์จู จิน-อู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคพลังประชาชน (국민의힘) ว่าเรียกใบหน้าของนักแสดงยู แฮ-จินว่า “หน้าตาเหมือนชาวเกาหลีเหนือ” ขณะที่จูอธิบายว่าคำดังกล่าวหมายถึงการเข้าข้างเกาหลีเหนือ นอกจากนี้ ยังมีรายงานเรื่องกิจกรรมผิดปกติเกี่ยวกับปฏิกิริยาต่อรีวิวออนไลน์ และการชุมนุมหน้าสถานที่ซึ่งคาดว่าเป็นบ้านพักของยู แฮ-จิน ทำให้ประเด็นการวิจารณ์ผลงาน การโจมตีตัวบุคคล เสรีภาพในการแสดงออก และชื่อเสียง พัวพันกันไปหมด

ภูมิหลังและบริบท

ภาพยนตร์เรื่องนี้มีเหตุการณ์ลอบยิงยุก ยอง-ซูในปี 1974 เป็นเนื้อหา รายงานหนึ่งอธิบายว่า ผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการในขณะนั้นสรุปว่าการกระทำของมุน เซ-กวังเป็นไปตามคำสั่งของเกาหลีเหนือ พร้อมระบุว่าภาพยนตร์เล่าเรื่องผ่านตัวละครเจ้าหน้าที่สอบสวนที่สร้างขึ้น โดยตั้งข้อสงสัยถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลพัค จอง-ฮีหรือหน่วยงานข่าวกรองภายในจะเกี่ยวข้อง มีรายงานว่าทีมผู้สร้างระบุว่าภาพยนตร์เป็นเรื่องแต่ง และไม่ได้มุ่งเสนอข้อสรุปทางประวัติศาสตร์ใหม่

โช กุกประเมินว่าภาพยนตร์กล่าวถึงลำดับเหตุการณ์ ผลการสอบสวนในขณะนั้น และข้อสงสัยที่มีการหยิบยกขึ้นมา เขากล่าวว่า 131 นาทีผ่านไปอย่างรวดเร็วด้วยเรื่องเล่าที่ผสมผสานข้อเท็จจริงกับเรื่องแต่งและการแสดงของนักแสดง นอกจากนี้ เขายังเปรียบเทียบกับภาพยนตร์เรื่อง “JFK” ซึ่งตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการลอบสังหารประธานาธิบดีสหรัฐฯ จอห์น เอฟ. เคนเนดี เขายังกล่าวด้วยว่าภาพยนตร์ถ่ายทอดอย่างสมจริงถึงการเซ็นเซอร์สื่อโดยสำนักข่าวกรองกลาง (중앙정보부) ในยุคเผด็จการทหาร และการต่อสู้ของนักข่าวที่ต่อต้านการเซ็นเซอร์ดังกล่าว

ในอีกด้านหนึ่ง เสียงวิจารณ์ภาพยนตร์นำไปสู่ข้อกล่าวหาว่าบิดเบือนประวัติศาสตร์และดูหมิ่นครอบครัวของยุก ยอง-ซู พัก วอน-ซอก อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคยุติธรรม (정의당) เขียนว่าในภาพยนตร์ พัค จอง-ฮี ปรากฏตัวเพียงชั่วครู่ในหนึ่งหรือสองฉาก นอกเหนือจากฉากกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีวันประกาศอิสรภาพช่วงต้นเรื่อง และไม่มีทั้งบทพูดหรือภาพระยะใกล้ เขาอธิบายว่าภาพยนตร์ตั้งใจใช้ข้อสงสัยและช่องโหว่ของผลการสอบสวนในเวลานั้นเป็นเนื้อหา เพื่อถ่ายทอดยุคแห่งการเซ็นเซอร์ การควบคุม และความรุนแรง นี่เป็นการตีความของอดีตสมาชิกสภาฯ พัก และไม่ใช่หลักฐานที่ทำให้ข้อถกเถียงเรื่องความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์ยุติลงได้ด้วยตัวมันเอง

ความหมายของข่าวนี้

สิ่งที่ต้องแยกให้ออกจากกันในข้อถกเถียงครั้งนี้ คือการวิจารณ์เนื้อหาของภาพยนตร์กับถ้อยคำที่มุ่งโจมตีตัวบุคคลในวงการภาพยนตร์ จูอธิบายว่าคำว่า “หน้าตาเหมือนชาวเกาหลีเหนือ” หมายถึงการเข้าข้างเกาหลีเหนือ พร้อมกล่าวหาว่าผู้กำกับและยู แฮ-จินต้องรับผิดชอบด้วย ขณะที่จิน จุง-ควอน ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยทงยัง (동양대학교) วิจารณ์ว่าควรยุติการโจมตีนักแสดงและนักวิจารณ์ ส่วนโช กุกและอดีตสมาชิกสภาฯ พักก็ทักท้วงถ้อยคำที่พุ่งเป้าไปยังยู แฮ-จิน การโต้เถียงระหว่างบุคคลในแวดวงการเมืองชวนให้ตั้งคำถามว่าเส้นแบ่งของการวิจารณ์ผลงานอยู่ตรงไหน เมื่อความเห็นต่างเรื่องการตีความภาพยนตร์ขยายไปเป็นการโจมตีรูปลักษณ์และแนวคิดทางการเมืองของนักแสดง

รายงานเกี่ยวกับกิจกรรมออนไลน์ก็ควรอ่านโดยระวังไม่ด่วนสรุปว่าใครเป็นผู้กระทำหรือกิจกรรมนั้นมีลักษณะอย่างไร รายงานหนึ่งระบุว่า Naver (네이버) ตรวจพบ “การใช้ระบบในทางที่ผิดแบบอัตโนมัติ” ที่ผิดปกติในฟังก์ชันแสดงปฏิกิริยาเชิงบวกและเชิงลบต่อรีวิวภาพยนตร์ และส่งเรื่องให้ตำรวจ จากนั้นเปลี่ยนการจัดเรียงรีวิวเริ่มต้นจาก “เรียงตามจำนวนไลก์มากที่สุด” เป็น “เรียงตามล่าสุด” อย่างไรก็ตาม Naver ไม่ได้เปิดเผยว่าใครเป็นผู้กระทำหรือมีแรงจูงใจทางการเมืองหรือไม่ และก็ไม่ได้กล่าวว่าคะแนนดาวของภาพยนตร์ถูกปั่น ดังนั้นจึงไม่อาจกล่าวขยายความไปได้ว่ามีการปั่นคะแนนอย่างเป็นระบบที่ได้รับการยืนยันแล้ว

ตัวอย่างเช่น หากผู้อ่านพบถ้อยคำวิจารณ์นักแสดงคนหนึ่งในโพสต์สาธารณะ ก็ควรพิจารณาถ้อยคำนั้นร่วมกับบริบทว่าเป็นการประเมินผลงาน การกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่เฉพาะเจาะจง หรือเป็นถ้อยคำลดทอนคุณค่าความเป็นบุคคล ประเด็นทางกฎหมายอาจแตกต่างกันไปตามตัวบุคคลที่ถูกกล่าวถึงและขอบเขตการเผยแพร่ที่ผู้ใช้อื่นเข้าถึงได้ แม้ถ้อยคำจะรุนแรง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสรุปความรับผิดทางกฎหมายได้ทันที

ข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายและแนวทางที่เกี่ยวข้อง

ตามคู่มือกฎหมายภายในองค์กร L1 ประเด็นสำคัญของการหมิ่นประมาทคือ มีการเปิดเผย ข้อเท็จจริงที่เป็นรูปธรรมต่อสาธารณะ ซึ่งอาจทำให้การประเมินทางสังคมต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งลดลงหรือไม่ ส่วนประเด็นของการดูหมิ่นคือ มีการแสดงความรู้สึกเหยียดหยามโดยไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงที่เป็นรูปธรรมหรือไม่ การเปิดเผยต่อสาธารณะหมายถึงสภาวะที่บุคคลทั่วไปหรือคนจำนวนมากสามารถรับรู้ได้ แม้จะพูดกับคนเพียงคนเดียว ก็อาจต้องพิจารณาว่าผู้พูดตระหนักถึงความเป็นไปได้ที่คำพูดจะถูกเผยแพร่ต่อ และยอมรับความเสี่ยงนั้นหรือไม่ จึงต้องตรวจสอบขอบเขตการเผยแพร่และเส้นทางการส่งต่อโพสต์ประกอบกัน

ในการพิจารณาการหมิ่นประมาท จะประเมินถ้อยคำและบริบทแวดล้อมโดยรวม ทั้งว่าข้อความเป็นข้อเท็จจริงหรือความเห็น ระบุตัวบุคคลที่เป็นเป้าหมายได้หรือไม่ และมีความเฉพาะเจาะจงถึงระดับที่ทำให้การประเมินทางสังคมลดลงหรือไม่ คู่มืออธิบายว่า แม้การระบุข้อเท็จจริงที่เป็นความจริงก็อาจเป็นประเด็นหมิ่นประมาทได้ แต่การกระทำที่เข้าข่ายมาตรา 307 วรรค 1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา (형법 제307조 제1항) จะไม่ถูกลงโทษตามมาตรา 310 แห่งประมวลกฎหมายอาญา (형법 제310조) ในบางกรณี หากเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นความจริงและเกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะโดยเฉพาะ นอกจากนี้ ต้องแยกให้ชัดด้วยว่า การหมิ่นประมาทโดยสิ่งพิมพ์และสื่ออื่น ๆ ต้องมีเจตนามุ่งร้ายเป็นองค์ประกอบ และมาตรา 310 แห่งประมวลกฎหมายอาญาใช้บังคับไม่ได้ในกรณีนี้

สำหรับโพสต์ออนไลน์ จะพิจารณาร่วมกันว่าผู้ใช้จำนวนมากสามารถเห็นได้หรือไม่ มีการระบุข้อเท็จจริงหรือไม่ มีเจตนามุ่งร้ายหรือไม่ และเป็นการแสดงออกเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือไม่ ดังนั้น การที่โช กุกกล่าวว่า “ไม่มีเรื่องที่ต้องรับผิดทางกฎหมาย” เกี่ยวกับภาพยนตร์ เพียงอย่างเดียวจึงไม่อาจใช้สรุปได้ว่าภาพยนตร์หรือโพสต์มีความรับผิดทางกฎหมายหรือไม่ รายงานที่ให้มาไม่ได้ระบุว่ามีการยื่นฟ้องหมิ่นประมาทจริงเกี่ยวกับภาพยนตร์หรือโพสต์ที่เกี่ยวข้อง หรือมีคำวินิจฉัยทางกฎหมายแล้วหรือไม่

ประเด็นที่รายงานแต่ละฉบับนำเสนอแตกต่างกัน

รายงานเรื่องการชุมนุมหน้าบ้านพักของยู แฮ-จินแตกต่างกันทั้งช่วงเวลาที่รายงานและรายละเอียด รายงานหนึ่งนำเสนอคำกล่าวอ้างของโช กุกว่า กลุ่มขวาจัดประกาศว่าจะจัดการชุมนุม ส่วนอีกรายงานระบุว่า เมื่อวันอาทิตย์ มีผู้ชุมนุมประมาณ 50 คนรวมตัวกันหน้าบ้านหลังหนึ่งในกรุงโซล ซึ่งคาดว่าเป็นบ้านพักของยู แฮ-จิน จำนวนดังกล่าวเป็นตัวเลขประเมินอย่างไม่เป็นทางการของตำรวจที่รายงานข่าวในพื้นที่นำมาอ้าง จึงควรแยกอ่านรายงานเรื่องการประกาศว่าจะชุมนุมออกจากรายงานเรื่องการรวมตัวที่เกิดขึ้นจริง

มาตรการของ Naver เกี่ยวกับรีวิวก็มีการรายงานรายละเอียดไว้อย่างชัดเจน มีรายงานว่า Naver ตรวจพบกิจกรรมผิดปกติในฟังก์ชันแสดงปฏิกิริยาต่อรีวิวและส่งเรื่องให้ตำรวจ แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบหรือมีแรงจูงใจทางการเมืองหรือไม่ นอกจากนี้ ยังไม่มีการยืนยันว่าคะแนนดาวของภาพยนตร์ถูกปั่น จึงไม่ควรถือว่าการตรวจสอบฟังก์ชันแสดงปฏิกิริยาต่อรีวิวกับข้อกล่าวหาเรื่องการปั่นคะแนนเป็นข้อเท็จจริงเดียวกัน

ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้วและสิ่งที่ยังไม่ทราบ

ข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว

  • โช กุกเปิดเผยความประทับใจหลังชมภาพยนตร์เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม และเสนอให้เปิดเผยเอกสารของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง พร้อมตรวจสอบต่อสาธารณะ
  • อดีตสมาชิกสภาฯ พัก วอน-ซอกก็โพสต์ข้อความเกี่ยวกับภาพยนตร์ในคืนวันที่ 3 ตุลาคม โดยอธิบายการนำเสนอตัวละครและประเด็นของผลงาน
  • จู จิน-อูอธิบายว่าคำว่า “หน้าตาเหมือนชาวเกาหลีเหนือ” หมายถึงการเข้าข้างเกาหลีเหนือ และกล่าวหาว่าภาพยนตร์กับนักแสดงต้องรับผิดชอบ
  • รายงานหนึ่งระบุว่า Naver ส่งเรื่องกิจกรรมผิดปกติในฟังก์ชันแสดงปฏิกิริยาต่อรีวิวให้ตำรวจ โดย Naver ไม่ได้ยืนยันตัวผู้กระทำ แรงจูงใจทางการเมือง หรือการปั่นคะแนนดาว

สิ่งที่ยังไม่ทราบ

  • จากรายงานที่นำเสนอ ยังยืนยันไม่ได้ว่าพรรคพลังประชาชนมีจุดยืนอย่างเป็นทางการแยกต่างหากหรือไม่ หรือพรรคตอบข้อกล่าวหาของโช กุกอย่างไร
  • ยังไม่มีการยืนยันว่ามีการฟ้องหมิ่นประมาทจริงเกี่ยวกับภาพยนตร์หรือถ้อยคำที่เกี่ยวข้อง และศาลมีคำวินิจฉัยหรือไม่
  • ยังไม่ทราบว่าจะมีการดำเนินการเปิดเผยเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น หัวกระสุน ตามข้อเสนอของโช กุก และตรวจสอบต่อสาธารณะหรือไม่
  • จากรายงานเพียงอย่างเดียว ยังยืนยันไม่ได้ว่าใครทำกิจกรรมผิดปกติในฟังก์ชันแสดงปฏิกิริยาต่อรีวิว หรือทำไปด้วยเหตุผลใด

สิ่งที่ผู้อ่านควรตรวจสอบ

  • เมื่อนำคำพูดของนักการเมืองหรือเนื้อหาเกี่ยวกับภาพยนตร์มาอ้างหรือแชร์ ควรแยกข้อกล่าวอ้างออกจากข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้ว และตรวจสอบทั้งบริบทก่อนหน้าและหลังข้อความ รวมถึงขอบเขตการเผยแพร่ของโพสต์
  • หากกังวลว่าอาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่น ให้ตรวจสอบว่ามีการระบุข้อเท็จจริงที่เป็นรูปธรรมหรือไม่ สามารถระบุตัวบุคคลที่เป็นเป้าหมายได้หรือไม่ มีโอกาสที่ข้อความจะแพร่ต่อหรือไม่ รวมถึงประโยชน์สาธารณะและวัตถุประสงค์ของการแสดงออก การพิจารณาจริงอาจแตกต่างกันไปตามบริบทโดยรวม
  • ติดตามประกาศอย่างเป็นทางการและรายงานที่ผ่านการยืนยันในภายหลัง ว่ามีความคืบหน้าเรื่องการเปิดเผยเอกสารหรือกระบวนการทางกฎหมายหรือไม่ ข้อมูลที่มีในขณะนี้ไม่ได้ระบุว่ามีการดำเนินการตรวจสอบต่อสาธารณะหรือมีคำวินิจฉัยทางกฎหมายจริงแล้ว

แหล่งอ้างอิง