1. เรื่องของนลิน: กฎหมายข้อเดียวที่อาจเปลี่ยนผลคดี
นลินเปิดร้านขายอุปกรณ์ตกแต่งบ้านในเมืองปูซาน วันหนึ่งเธอถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจากข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญา ศาลแพ่งกำลังพิจารณาคดี และมีบทบัญญัติกฎหมายข้อหนึ่งที่อาจถูกนำมาใช้ตัดสินว่าเธอต้องรับผิดหรือไม่
นลินเชื่อว่าบทบัญญัตินั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพราะในมุมของเธอ กฎดังกล่าวจำกัดสิทธิของคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งอย่างไม่เป็นธรรม เธอจึงขอให้ศาลที่กำลังพิจารณาคดีส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่ศาลปฏิเสธคำขอ นลินจึงต้องเผชิญคำถามสำคัญว่า เมื่อศาลไม่ส่งเรื่อง เธอยังมีทางต่อสู้หรือไม่ และคดีหลักจะดำเนินต่ออย่างไร
2. ประเด็นทางกฎหมาย
ระบบพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายเกาหลีเปิดโอกาสให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบกฎหมายที่อาจถูกนำมาใช้ตัดสินคดี แต่คู่ความไม่สามารถส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้เองโดยตรงในกระบวนการนี้
คำถามจึงมีสองส่วน: ศาลทั่วไปจะส่งเรื่องได้เมื่อใด และคู่ความควรทำอย่างไรเมื่อศาลปฏิเสธคำขอให้ส่งเรื่อง?
3. กฎหมายเกาหลีวางหลักไว้อย่างไร
รัฐธรรมนูญเกาหลีวางระบบให้ศาลทั่วไปเป็นผู้เสนอประเด็น ส่วนศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยว่ากฎหมายนั้นขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ นี่คือการตรวจสอบกฎหมายภายหลังจากที่เกิดคดีขึ้น และตรวจสอบในบริบทของคดี конкретนั้น ไม่ใช่การตรวจสอบกฎหมายทุกฉบับล่วงหน้าโดยไม่มีข้อพิพาท
รัฐธรรมนูญเกาหลี มาตรา 107 วรรคหนึ่ง และมาตรา 111 วรรคหนึ่ง อนุข้อ 1 กำหนดกรอบให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย เมื่อศาลทั่วไปส่งเรื่องมา
อำนาจเสนอเรื่องเป็นของศาลที่พิจารณาคดี ส่วนอำนาจวินิจฉัยว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่เป็นของศาลรัฐธรรมนูญ
โดยทั่วไป การส่งเรื่องต้องมีเงื่อนไขสำคัญดังนี้
- มีกฎหมายหรือบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับคดีที่กำลังพิจารณา ไม่ใช่กฎหมายที่ไม่มีผลต่อข้อพิพาทนั้น
- ผลของคดีขึ้นอยู่กับการใช้กฎหมายดังกล่าว กล่าวคือ หากบทบัญญัตินั้นใช้บังคับหรือไม่ใช้บังคับ ผลการตัดสินอาจแตกต่างกัน
- มีเหตุอันสมควรให้สงสัยว่ากฎหมายนั้นขัดรัฐธรรมนูญ การไม่เห็นด้วยกับกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้ศาลต้องส่งเรื่อง
คู่ความอาจยื่นคำร้องต่อศาลที่กำลังพิจารณาคดีเพื่อขอให้ส่งเรื่องได้ ศาลจะพิจารณาคำร้องนั้น หรืออาจเห็นเองว่าควรส่งเรื่องโดยไม่ต้องรอให้คู่ความร้องก็ได้ หากศาลมีคำสั่งส่งเรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้รับพิจารณาประเด็นความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยศาลฎีกาไม่ได้ทำหน้าที่ทบทวนเนื้อหาของคำสั่งส่งเรื่องนั้นก่อนส่งต่อ
หากศาลทั่วไปปฏิเสธคำร้อง คู่ความไม่อาจอุทธรณ์หรือยื่นคำร้องพิเศษเพื่อโต้แย้งคำสั่งปฏิเสธนั้นโดยตรง อย่างไรก็ดี ผู้ยื่นคำร้องอาจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติศาลรัฐธรรมนูญได้ และเมื่อเลือกใช้ช่องทางนี้แล้ว จะยื่นคำขอให้ศาลในคดีเดิมส่งเรื่องอีกครั้งโดยอาศัยเหตุเดียวกันไม่ได้
การปฏิเสธคำร้องให้ส่งเรื่องไม่ใช่คำวินิจฉัยสุดท้ายว่ากฎหมายนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการตัดสินใจของศาลในชั้นนั้นว่าจะส่งประเด็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่
หากศาลส่งเรื่องแล้ว การพิจารณาคดีหลักจะหยุดไว้จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย เว้นแต่ศาลเห็นว่ามีเหตุเร่งด่วนและอนุญาตให้ดำเนินขั้นตอนอื่นที่ไม่ใช่การพิพากษาคดีถึงที่สุดต่อไปได้ ระยะเวลาที่หยุดคดีมีผลต่อการนับระยะเวลาบางประเภทตามกฎหมาย เช่น ระยะเวลาควบคุมตัวในคดีอาญาและกำหนดเวลาพิพากษาคดีแพ่ง ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
4. แนวทางที่ศาลเกาหลีใช้พิจารณา
ศาลเกาหลีไม่ได้ส่งประเด็นรัฐธรรมนูญทุกครั้งที่คู่ความกล่าวอ้างว่ากฎหมายไม่เป็นธรรม ศาลจะพิจารณาก่อนว่าบทบัญญัติที่ถูกโต้แย้งมีความเชื่อมโยงกับผลคดีจริงหรือไม่ และข้อสงสัยเรื่องความขัดรัฐธรรมนูญมีน้ำหนักเพียงพอที่จะเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่
หลักสำคัญคือ กฎหมายที่ถูกตั้งคำถามต้องเป็นฐานที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินคดี และต้องมีข้อสงสัยเชิงเหตุผลเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เพียงความไม่พอใจต่อผลที่กฎหมายนั้นอาจก่อให้เกิด
เมื่อศาลปฏิเสธคำร้อง คำสั่งนั้นไม่สามารถอุทธรณ์แยกต่างหากได้ แต่หากคู่ความอุทธรณ์คำพิพากษาในคดีหลัก ศาลอุทธรณ์ยังต้องพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวกับกฎหมายซึ่งเป็นเงื่อนไขของการตัดสินคดีได้ด้วยตนเอง ส่วนช่องทางร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 วรรคสอง เป็นกระบวนการเฉพาะ ไม่ใช่การอุทธรณ์คำสั่งของศาลทั่วไป
5. เมื่อนำหลักกฎหมายมาใช้กับคดีของนลิน
ขั้นแรก: บทบัญญัติที่นลินคัดค้านต้องมีผลต่อคดีจริง
นลินไม่อาจขอให้ตรวจสอบกฎหมายที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทในสัญญาได้ เธอต้องชี้ให้เห็นว่าศาลอาจต้องใช้บทบัญญัตินั้นตัดสินสิทธิหรือความรับผิดของคู่ความ และผลคดีอาจเปลี่ยนไปหากกฎหมายนั้นใช้ไม่ได้
ขั้นที่สอง: ต้องแสดงเหตุผลเรื่องความขัดรัฐธรรมนูญให้เป็นรูปธรรม
การกล่าวเพียงว่ากฎหมายไม่ยุติธรรมหรือทำให้เธอเสียเปรียบยังไม่พอ นลินต้องอธิบายให้ชัดว่ากฎหมายกระทบสิทธิหรือหลักรัฐธรรมนูญอย่างไร และเหตุใดข้อสงสัยนั้นจึงควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ
ขั้นที่สาม: ศาลทั่วไปเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะส่งเรื่องหรือไม่
แม้นลินจะยื่นคำร้อง ศาลก็ไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องโดยอัตโนมัติ หากศาลเห็นว่าเงื่อนไขไม่ครบ ศาลอาจปฏิเสธได้ ในเรื่องสมมตินี้ ศาลปฏิเสธคำร้องของนลิน การปฏิเสธดังกล่าวไม่ได้ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปแล้วว่าบทบัญญัตินั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ขั้นที่สี่: นลินมีทางเลือกที่จำกัดแต่ยังมีอยู่
เธอไม่อาจอุทธรณ์คำสั่งปฏิเสธคำร้องโดยตรง แต่สามารถพิจารณายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 วรรคสองได้ โดยต้องตรวจสอบข้อกำหนดด้านรูปแบบและกำหนดเวลาที่ใช้กับกรณีของเธออย่างเคร่งครัด หากเธอใช้ช่องทางนี้แล้ว ก็ไม่สามารถยื่นคำขอให้ศาลเดิมส่งเรื่องซ้ำด้วยเหตุเดียวกันได้
นลินยังอาจอุทธรณ์คำพิพากษาในคดีหลักเมื่อถึงเวลา และยกประเด็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อศาลชั้นอุทธรณ์ได้ ศาลชั้นอุทธรณ์จะพิจารณาประเด็นนั้นภายในอำนาจของตน โดยไม่ถือว่าคำสั่งปฏิเสธเดิมเป็นคำวินิจฉัยสุดท้ายในเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ขั้นที่ห้า: คดีหลักยังไม่หยุดเพราะมีคำร้องที่ถูกปฏิเสธ
การหยุดคดีเกิดขึ้นเมื่อศาลส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่ใช่เพียงเพราะคู่ความยื่นคำร้องขอส่งเรื่อง ดังนั้น ในกรณีของนลินที่ศาลปฏิเสธ คดีแพ่งยังเดินหน้าต่อไป เว้นแต่จะมีเหตุทางกฎหมายอื่นให้พักคดี
6. บทสรุป: นลินควรทำอย่างไรต่อ
นลินไม่ได้แพ้ประเด็นรัฐธรรมนูญเพียงเพราะศาลชั้นต้นปฏิเสธคำร้อง แต่เธอก็ไม่อาจบังคับให้ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องผ่านการอุทธรณ์คำสั่งนั้นโดยตรงได้ ทางที่ทำได้คือประเมินการยื่นคำร้องตามมาตรา 68 วรรคสอง พร้อมดำเนินคดีหลักต่อไป และยกประเด็นที่เกี่ยวข้องในชั้นอุทธรณ์หากจำเป็น
สำหรับผู้ที่อยู่ในสถานการณ์คล้ายกัน ควรจำคำแนะนำสามข้อไว้
- ระบุให้ชัดว่ากฎหมายข้อใดเป็นตัวชี้ขาดคดี พร้อมอธิบายว่าหากใช้หรือไม่ใช้กฎหมายนั้น ผลคดีจะเปลี่ยนอย่างไร
- อย่ามองคำร้องขอส่งเรื่องเป็นการหยุดคดีโดยอัตโนมัติ คดีจะหยุดเมื่อศาลมีคำสั่งส่งเรื่องตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
- เมื่อถูกปฏิเสธ ให้รีบตรวจสอบช่องทางและกำหนดเวลาสำหรับคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และวางแผนการอุทธรณ์คดีหลักควบคู่กัน โดยขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญกฎหมายเกาหลีเมื่อประเด็นมีผลต่อสิทธิหรือเสรีภาพของตน



















