คำว่า “พวกเรา” อาจหมายถึงคนเพียงคนเดียว

ผู้เรียนภาษาเกาหลีจำนวนไม่น้อยอาจสงสัยว่า เหตุใดคนเกาหลีจึงพูดถึงแม่ของตนว่า “อูรี ออมมา” ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่า “แม่ของพวกเรา” ทั้งที่ผู้พูดกำลังพูดถึงแม่ของตัวเอง และเหตุใดจึงไม่ควรใช้คำในทำนองเดียวกันเมื่อพูดถึงประเทศของตน

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ภาษาใดมีเหตุผลมากกว่าอีกภาษา แต่เกี่ยวข้องกับวิธีมองความสัมพันธ์ในสังคม ภาษาเกาหลีมักใช้คำว่า “อูรี” ซึ่งหมายถึง “พวกเรา” เพื่อกล่าวถึงสิ่งที่ผู้พูดรู้สึกผูกพันหรือเป็นส่วนหนึ่งด้วย แม้ในสถานการณ์นั้นผู้พูดจะเป็นคนเดียวที่กำลังพูดก็ตาม

ในภาษาเกาหลี “แม่ของพวกเรา” ไม่ได้หมายความว่าผู้พูดมีแม่หลายคนเสมอไป แต่อาจหมายถึงแม่ซึ่งเป็นสมาชิกของครอบครัวที่ผู้พูดสังกัดอยู่

ภาษาไม่ได้มีกฎที่ต้องสมเหตุสมผลทุกข้อ

ผู้คนมักพูดถึงบางภาษาว่ามีความชัดเจนหรือเป็นระบบกว่าอีกภาษา แต่การตัดสินเช่นนี้มักสะท้อนความภูมิใจในภาษาของตนมากกว่าจะเป็นข้อเท็จจริงที่วัดได้ง่าย ภาษาเติบโตจากการที่คนจำนวนมากใช้สื่อสารกันเป็นเวลานาน จึงเกิดธรรมเนียมและข้อยกเว้นที่ไม่ได้เป็นไปตามตรรกะอย่างเคร่งครัด

ตัวอย่างเช่น คำหนึ่งคำอาจมีความหมายต่างกันตามสถานการณ์ หรือรูปสะกดอาจไม่ตรงกับเสียงพูดทุกประการ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ภาษานั้นด้อยกว่า แต่แสดงให้เห็นว่าภาษาเป็นเครื่องมือที่ผู้คนปรับใช้ร่วมกัน ไม่ใช่ระบบที่ถูกสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้น

ดังนั้น เมื่อพบว่าคนเกาหลีใช้คำว่า “พวกเรา” กับคนในครอบครัว ทั้งที่พูดถึงครอบครัวของตนเอง ก็ควรทำความเข้าใจจากมุมมองเรื่องความสัมพันธ์ แทนที่จะสรุปว่าผู้พูดใช้คำผิดหรือคิดว่ามีสมาชิกหลายคนอยู่ในเหตุการณ์นั้น

“แม่ของเรา” และ “บ้านของเรา”

คนเกาหลีอาจใช้ “อูรี” กับแม่ พ่อ ลูก คู่สมรส ครอบครัว โรงเรียน หรือบ้าน ตัวอย่างเช่น “อูรี ออมมา” หมายถึงแม่ของผู้พูด และ “อูรี จิบ” หมายถึงบ้านของผู้พูด แม้ผู้พูดจะอยู่คนเดียวก็ตาม

กรณีบ้านช่วยให้เห็นวิธีคิดนี้ได้ชัดเจน คนที่อยู่ตามลำพังก็ยังพูดว่า “บ้านของพวกเรา” ได้ เพราะคำว่า “พวกเรา” ในที่นี้เชื่อมโยงกับบ้านในฐานะหน่วยหนึ่งของชีวิต ไม่ได้จำเป็นต้องหมายถึงคนหลายคนที่กำลังยืนอยู่ด้วยกัน

เมื่อใช้กับคู่สมรส คำว่า “พวกเรา” อาจฟังแปลกสำหรับคนที่คุ้นกับภาษาซึ่งยึดผู้พูดเป็นศูนย์กลาง เพราะผู้ฟังอาจเข้าใจไปว่ามีคู่สมรสหลายคน แต่ในภาษาเกาหลี คำนี้มักสื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับครอบครัวหรือกลุ่มที่ตนเป็นสมาชิก


ภาษาเกาหลีมองผ่านความสัมพันธ์ ส่วนบางภาษามองผ่านตัวผู้พูด

ภาษาอังกฤษมักใช้คำที่แปลว่า “ของฉัน” เมื่อต้องพูดถึงแม่ ลูก บ้าน หรือคู่สมรสของตนเอง เช่น ผู้พูดจะบอกว่า “แม่ของฉัน” มากกว่า “แม่ของพวกเรา” หากกำลังพูดกับคนนอกครอบครัว ส่วนคำว่า “ของพวกเรา” มักใช้เมื่อผู้พูดต้องการรวมบุคคลอื่นเข้าไปด้วยอย่างชัดเจน

ความต่างนี้ไม่ได้แปลว่าภาษาอังกฤษเห็นแก่ตัว หรือภาษาเกาหลีให้ความสำคัญกับกลุ่มมากกว่าในทุกเรื่อง แต่สะท้อนรูปแบบการจัดวางความสัมพันธ์ในถ้อยคำ ภาษาเกาหลีมักบอกว่าสิ่งนั้นอยู่ในวงความสัมพันธ์ใด ส่วนภาษาอังกฤษมักระบุว่าเป็นของผู้พูดคนใด

ภาษาบางภาษาในภูมิภาคอื่นก็มีวิธีใช้ที่ใกล้เคียงกัน ภาษามองโกเลียมีคำว่า “มะไน” ซึ่งใช้กับคำว่าแม่หรือบ้านในลักษณะที่คล้ายกับ “อูรี” ส่วนภาษาตุรกีมีคำว่า “บิซิม” ซึ่งหมายถึง “ของพวกเรา” และอาจใช้ในประโยคชวนใครสักคนมาที่บ้านของผู้พูด

ภาษาญี่ปุ่นก็มีคำว่า “อุจิ” ซึ่งมีความหมายเกี่ยวกับด้านในหรือบ้าน และมักใช้พูดถึงคนในครอบครัว เช่น “แม่ของบ้านเรา” การแบ่งระหว่างคนในบ้านกับโลกภายนอกจึงเป็นภาพที่พบได้ในหลายภาษา แม้แต่ละภาษาจะมีรายละเอียดและขอบเขตการใช้ไม่เหมือนกัน

  • ภาษาเกาหลีใช้คำเรียกกลุ่มเพื่อกล่าวถึงครอบครัวหรือบ้านของตน
  • ภาษาอังกฤษมักระบุความเป็นเจ้าของจากมุมของผู้พูด
  • ภาษามองโกเลีย ภาษาตุรกี และภาษาญี่ปุ่นมีรูปแบบบางอย่างที่คล้ายกัน

เหตุใดคำว่า “ชอฮี” จึงไม่เหมาะกับการเรียกประเทศ

“ชอฮี” เป็นคำถ่อมตนที่ใช้กล่าวถึงกลุ่มของผู้พูดในลักษณะลดระดับตนเองเมื่อพูดกับผู้อื่น แต่การถ่อมตนเช่นนี้อาจทำให้ผู้ฟังกลายเป็นคนนอกกลุ่มโดยนัย จึงต้องพิจารณาว่าผู้ฟังอยู่ในกลุ่มที่กำลังพูดถึงหรือไม่

หากพูดถึงประเทศของตนกับคนที่มาจากประเทศอื่น การใช้คำที่มีความหมายประมาณว่า “ประเทศของพวกเราในฐานะผู้น้อย” อาจพอเข้าใจได้ในบางบริบท แต่ถ้าผู้พูดกำลังสนทนากับเพื่อนร่วมชาติ คำนี้อาจฟังเหมือนผู้พูดแยกตนเองและกลุ่มของตนออกจากผู้ฟัง ทั้งที่ทุกคนเป็นสมาชิกของประเทศเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ การเรียกประเทศว่า “อูรี นารา” ซึ่งหมายถึง “ประเทศของพวกเรา” จึงเหมาะกว่าเมื่อพูดกับเพื่อนร่วมชาติ คำว่า “พวกเรา” ในกรณีนี้รวมทั้งผู้พูดและผู้ฟังไว้ในกลุ่มเดียวกัน ต่างจาก “ชอฮี” ที่อาจกีดกันผู้ฟังออกจากกลุ่มโดยไม่ตั้งใจ

จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่การถ่อมตนเป็นสิ่งไม่ดี แต่อยู่ที่การใช้คำถ่อมตนจนทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดกับผู้ฟังคลาดเคลื่อน

คำสุภาพที่ใช้ผิดที่ อาจทำให้ผู้ฟังกลายเป็นคนนอก

ความสับสนยังเกิดขึ้นเมื่อคนใช้ “ชอฮี” แทน “อูรี” ในสถานการณ์ที่ผู้พูดและผู้ฟังเป็นสมาชิกของกลุ่มเดียวกัน ตัวอย่างเช่น พนักงานพูดกับหัวหน้าบริษัทว่า “บริษัทของพวกเราที่ถ่อมตน” แทนที่จะใช้คำว่า “บริษัทของเรา” ผู้ฟังอาจตีความตามตัวอักษรได้ว่า บริษัทนั้นเป็นของกลุ่มผู้พูด แต่ไม่ใช่ของหัวหน้าที่กำลังฟังอยู่

ในชีวิตจริง ผู้พูดอาจไม่ได้ตั้งใจสร้างระยะห่างเช่นนั้น เพียงแต่รู้สึกว่าการพูดกับผู้ใหญ่หรือผู้มีตำแหน่งสูงกว่าต้องลดระดับทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตนเอง อย่างไรก็ตาม การลดระดับคำเรียกกลุ่มอาจไม่เหมาะ หากอีกฝ่ายเป็นสมาชิกของกลุ่มนั้นด้วย เช่นเดียวกับการพูดกับพ่อแม่ การใช้คำว่า “ครอบครัวของเรา” ยังคงเหมาะสม แม้ผู้พูดจะใช้ถ้อยคำสุภาพกับพ่อแม่ก็ตาม

แนวทางการใช้ภาษาสุภาพบางข้ออาจทำให้ผู้คนเข้าใจว่า เมื่อพูดกับผู้ใหญ่หรือคนภายนอก ควรใช้ “ชอฮี” แทน “อูรี” กับร้านค้า โรงเรียน หรือบริษัททั้งหมด แต่แนวทางเดียวกันก็แยกกรณีของประเทศออกมา โดยชี้ว่าควรใช้ “ประเทศของพวกเรา” เพราะทั้งผู้พูดและผู้ฟังเป็นคนในประเทศเดียวกัน ความแตกต่างนี้แสดงให้เห็นว่าการใช้คำสุภาพต้องดูความสัมพันธ์จริง ไม่ใช่ใช้สูตรเดียวกับทุกสถานการณ์

สื่อและความกังวลว่าจะพูดไม่สุภาพ

รายการสนทนาทางโทรทัศน์หรือวิทยุอาจมีส่วนทำให้คำสองคำนี้ปะปนกัน เมื่อผู้ร่วมรายการพูดว่า “พวกเราของผู้น้อย” ผู้ฟังอาจไม่แน่ใจว่ากำลังถ่อมตนต่อผู้ชม หรือกำลังหมายถึงกลุ่มของผู้ร่วมรายการโดยไม่รวมผู้ชม ความคลุมเครือที่ได้ยินซ้ำ ๆ อาจทำให้ผู้ชมเลียนแบบการใช้คำโดยไม่ได้พิจารณาว่าผู้ฟังเป็นใคร

ความเปลี่ยนแปลงนี้ยังสัมพันธ์กับความรู้สึกกังวลว่าจะเสียมารยาท ผู้คนจำนวนมากเลือกใช้ถ้อยคำที่ถ่อมตนไว้ก่อน เพราะกลัวถูกมองว่าหยิ่งหรือไม่ให้เกียรติ แต่เมื่อทุกคนพยายามลดระดับตนเองมากเกินไป การสื่อสารก็อาจฟังห่างเหิน และทำให้เส้นแบ่งระหว่างคนในกลุ่มกับคนนอกกลุ่มไม่ชัดเจน


คำเล็ก ๆ สะท้อนสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง

วิธีเรียกแม่ บ้าน บริษัท หรือประเทศ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องไวยากรณ์ แต่ยังแสดงให้เห็นว่าผู้พูดมองตนเองเชื่อมโยงกับผู้อื่นอย่างไร ภาษาเปลี่ยนไปตามการใช้ของผู้คน และความเปลี่ยนแปลงนั้นอาจได้รับอิทธิพลจากความสัมพันธ์ในที่ทำงาน ความกังวลเรื่องสถานะ หรือความต้องการหลีกเลี่ยงการปะทะกัน

สังคมหนึ่งอาจพูดถึงครอบครัวและประเทศด้วยคำที่แสดงความเป็นส่วนรวม แต่ในชีวิตประจำวันกลับรู้สึกว่าต้องระมัดระวังตัว และไม่แน่ใจว่าจะพึ่งพาคนรอบข้างได้หรือไม่ ภายใต้ความรู้สึกเช่นนี้ การใช้คำถ่อมตนอาจกลายเป็นเกราะป้องกันที่คนเลือกใช้ก่อน แม้บางครั้งจะทำให้ผู้พูดกับผู้ฟังห่างกันมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ไม่จำเป็นต้องมองว่าการใช้ภาษาแบบหนึ่งเป็นความเสื่อมถอยเสมอไป ภาษาเปลี่ยนแปลงได้ และสิ่งที่คนรุ่นหนึ่งเห็นว่าไม่เหมาะ อาจกลายเป็นธรรมเนียมของคนอีกรุ่นหนึ่ง สิ่งสำคัญคือการรู้ว่าคำหนึ่งคำทำให้ใครถูกรวมเข้าไว้ และใครอาจถูกกันออกไป

วิธีเลือกใช้ให้ชัดเจนขึ้น

  • เมื่อต้องพูดถึงครอบครัวหรือบ้านของตนในภาษาเกาหลี ให้จำไว้ว่า “อูรี” อาจหมายถึงกลุ่มหรือความสัมพันธ์ของผู้พูด ไม่ได้หมายความว่ามีเจ้าของหลายคนเสมอไป
  • เมื่อต้องใช้คำถ่อมตนอย่าง “ชอฮี” ให้พิจารณาว่าผู้ฟังเป็นสมาชิกของกลุ่มที่กำลังกล่าวถึงหรือไม่
  • หากผู้พูดและผู้ฟังเป็นเพื่อนร่วมบริษัท โรงเรียน หรือประเทศ การใช้คำที่รวมทุกคนไว้อาจสื่อความสัมพันธ์ได้ตรงกว่า
  • อย่าตัดสินว่าภาษาหนึ่งมีเหตุผลกว่าอีกภาษาเพียงเพราะใช้คำแสดงความเป็นเจ้าของต่างกัน

ท้ายที่สุด คำว่า “พวกเรา” ไม่ได้เป็นเพียงคำบอกจำนวนคน แต่เป็นคำที่วาดเส้นแบ่งของความเป็นสมาชิกด้วย การเลือกใช้ให้เหมาะจึงช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจทั้งความหมายตามตัวอักษรและความสัมพันธ์ที่ผู้พูดต้องการสื่อ