สีไม่ควรมีเพศกำกับ

ความเชื่อที่ว่า สีชมพูเหมาะกับเด็กผู้หญิง ส่วนสีฟ้าเหมาะกับเด็กผู้ชาย เป็นภาพจำที่พบได้ในหลายสังคม แต่สีไม่ได้บอกว่าใครควรเป็นแบบไหน และไม่ได้จำกัดว่าเด็กคนหนึ่งจะชอบของเล่น เสื้อผ้า หรือสิ่งของแบบใดได้บ้าง

หนังสือภาพ สวัสดี สีชมพูและสีฟ้าของฉัน นำภาพถ่ายของยุน จองมีมาประกอบกับข้อความของโซ อีออน เพื่อชวนผู้อ่านมองความสัมพันธ์ระหว่างเด็ก สีสัน และสิ่งของรอบตัวอย่างละเอียดขึ้น แทนที่จะสรุปง่าย ๆ ว่าเด็กในภาพเป็นเช่นนั้นเพราะเป็นเด็กผู้หญิงหรือเด็กผู้ชาย หนังสือชวนให้ถามต่อว่า ความชอบเหล่านี้เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร

สีชมพูและสีฟ้าเป็นสีของทุกคน ความหมายที่สังคมผูกไว้กับสีอาจทำให้ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่แท้จริงแล้วเป็นกรอบความคิดที่ผู้คนเรียนรู้และถ่ายทอดต่อกัน

จุดเริ่มต้นจากห้องของลูกสาว

ชุดภาพถ่ายที่เป็นต้นทางของหนังสือเกิดจากโครงการ “ชมพูและฟ้า” ซึ่งเริ่มขึ้นในปี 2005 ยุน จองมีเล่าว่าแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากลูกสาวของเธอที่ชอบสีชมพูมาก และมักเลือกของเล่นสีชมพู เมื่อมองเห็นสิ่งของสีเดียวกันสะสมอยู่รอบตัว ศิลปินจึงเริ่มตั้งคำถามว่าเด็ก ๆ เลือกสิ่งของเหล่านั้นด้วยตนเองมากแค่ไหน และความชอบส่วนบุคคลสัมพันธ์กับสิ่งที่สังคมคาดหวังอย่างไร

โครงการนี้จัดวางเด็กไว้ท่ามกลางสิ่งของจำนวนมากที่มีสีสอดคล้องกับความชอบของพวกเขา เช่น เด็กผู้หญิงในห้องที่เต็มไปด้วยของสีชมพู หรือเด็กผู้ชายที่นั่งอยู่ท่ามกลางของสีฟ้า เมื่อเห็นภาพเหล่านี้ ผู้ชมอาจนึกถึงแบบแผนเรื่องสีและเพศที่คุ้นเคย แต่ภาพก็เปิดโอกาสให้มองลึกไปกว่านั้นว่า สิ่งของที่เด็กมีอยู่สะท้อนรสนิยม ความปรารถนา และวัฒนธรรมการบริโภคด้วย

ผลงานชุดนี้ได้รับความสนใจในระดับนานาชาติ มีการจัดแสดงในกว่าร้อยแห่งทั่วโลกตลอดช่วงเวลาประมาณ 15 ปี ภาพบางส่วนยังได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ชื่อดัง ความสนใจดังกล่าวไม่ได้เกิดจากเรื่องสีเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากคำถามร่วมสมัยว่า สังคมและตลาดมีส่วนหล่อหลอมตัวตนของเด็กมากเพียงใด

สิ่งของบอกเล่าได้มากกว่าสี

ห้องหนึ่งห้องอาจเต็มไปด้วยตุ๊กตา เสื้อผ้า หนังสือ หรือของเล่น แต่ละชิ้นสะท้อนทั้งสิ่งที่เด็กชอบ สิ่งที่ครอบครัวเลือกซื้อ และสิ่งที่หาได้ในสภาพแวดล้อมของพวกเขา การมองเห็นของทั้งหมดพร้อมกันจึงคล้ายการอ่านเรื่องราวชีวิตผ่านข้าวของ ไม่ต่างจากการสังเกตว่าบนโต๊ะทำงานของผู้ใหญ่มีหนังสือ เครื่องมือ หรือของสะสมอะไรบ้าง

ด้วยเหตุนี้ ภาพถ่ายจึงไม่ได้ใช้สีเป็นคำอธิบายตัวตนแบบตรงไปตรงมา แต่ชวนให้เห็นว่าความชอบส่วนบุคคลและบริบททางสังคมซ้อนทับกันอยู่ การมีของสีชมพูจำนวนมากไม่ได้แปลว่าเด็กคนนั้นจะชอบสีนี้ไปตลอด และการมีของสีฟ้าก็ไม่ได้กำหนดว่าเจ้าของห้องต้องมีบุคลิกแบบใด


ภาพที่บันทึกการเปลี่ยนแปลง

หนังสือรวบรวมภาพที่ถ่ายระหว่างปี 2006 ถึง 2018 โดยกลับไปถ่ายบุคคลเดิมอีกครั้งหลังผ่านช่วงเวลาหลายปี บางคนถูกถ่ายห่างกันสามปี บางคนห่างกันหกปี และบางคนมีภาพต่อเนื่องยาวนานถึง 12 ปี การเปรียบเทียบภาพเหล่านี้ทำให้เห็นทั้งการเปลี่ยนแปลงของห้องและการเติบโตของเจ้าของห้อง

ตัวอย่างหนึ่งคือภาพของเด็กหญิงชื่อซังยู ซึ่งถ่ายไว้ในปี 2006, 2009 และ 2015 ในภาพแรก ห้องของเธอเต็มไปด้วยสิ่งของสีชมพู แต่เพียงสามปีต่อมา สิ่งของสีฟ้ากลับเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปอีกประมาณหกปี ห้องก็มีสีสันหลากหลาย และมีพื้นที่ว่างให้เห็นมากกว่าเดิม

ภาพต่อเนื่องนี้ไม่ได้บอกว่าเด็กคนหนึ่ง “เปลี่ยนจากสีชมพูเป็นสีฟ้า” อย่างเรียบง่าย แต่เผยให้เห็นว่ารสนิยมไม่หยุดนิ่ง เมื่อเด็กโตขึ้น สิ่งที่สนใจ วิธีจัดพื้นที่ และสิ่งของที่เลือกเก็บอาจเปลี่ยนตามประสบการณ์ของพวกเขา พื้นที่ว่างในภาพหลัง ๆ ยังทำให้ผู้ชมสังเกตได้ว่า ห้องไม่ได้มีความหมายจากจำนวนสิ่งของเพียงอย่างเดียว แต่อาจสะท้อนการเลือกและการจัดระเบียบชีวิตด้วย

ภาพของซังยูแสดงให้เห็นว่า สีและความชอบเปลี่ยนไปได้ตามกาลเวลา เด็กไม่จำเป็นต้องถูกนิยามด้วยสีใดสีหนึ่งตลอดชีวิต

จากกรอบเดิมสู่สีที่เลือกเอง

การติดตามคนเดิมหลายครั้งทำให้หนังสือภาพมีลักษณะคล้ายบันทึกการเติบโต ผู้ชมไม่ได้เห็นเพียงภาพนิ่งของเด็กในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ได้เห็นระยะห่างระหว่างภาพ ซึ่งเปิดให้จินตนาการถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น ของเล่นชิ้นใหม่ ความสนใจที่เปลี่ยนไป หรือการจัดห้องที่ไม่เหมือนเดิม

สารสำคัญจึงไม่ใช่การห้ามเด็กชอบสีชมพูหรือสีฟ้า แต่คือการเปิดพื้นที่ให้เด็กเลือกได้โดยไม่ถูกบังคับให้ทำตามความคาดหวัง หากเด็กคนหนึ่งชอบสีที่คนอื่นมองว่าไม่ตรงกับเพศของตน ความชอบนั้นก็ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลให้ล้อเลียนหรือจำกัดทางเลือกของเขา


การจัดวางที่ทำให้สิ่งของพูดได้

ภาพในโครงการถ่ายด้วยกล้องขนาดกลาง และจัดให้อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมจัตุรัส รูปแบบนี้ทำให้พื้นที่ในภาพดูแน่นและเป็นระเบียบ คล้ายการมองเข้าไปในห้องที่ข้าวของทุกชิ้นมีตำแหน่งของตนเอง ศิลปินใช้เวลาจัดวางวัตถุในภาพหนึ่งภาพมากกว่าห้าชั่วโมง เพื่อให้รายละเอียดของสิ่งของและความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับห้องปรากฏชัด

เด็กในภาพมักนั่งอยู่บริเวณกลางภาพหรือด้านหลัง สีหน้าเรียบเฉย หรือแสดงอารมณ์อย่างสำรวม ท่าทีเช่นนี้ทำให้สายตาของผู้ชมไม่หยุดอยู่ที่ใบหน้าเพียงอย่างเดียว แต่เคลื่อนไปสำรวจวัตถุรอบห้องด้วย ภาพจึงชวนให้พิจารณาว่าความพึงพอใจ ความปรารถนา และความผูกพันกับสิ่งของอาจอยู่ร่วมกันอย่างไร

แสงก็มีบทบาทสำคัญ ศิลปินจัดแสงให้กระจายทั่วห้อง เพื่อให้มองเห็นทั้งตัวเด็กและสิ่งของได้ชัดเจน ไม่ปล่อยให้วัตถุด้านหลังกลายเป็นเพียงฉากเบลอ ๆ วิธีนี้ทำให้ข้าวของแต่ละชิ้นดูมีน้ำหนัก และย้ำว่าห้องทั้งห้องเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว ไม่ใช่แค่พื้นที่ประกอบภาพบุคคล

ภาพนิ่งที่เปิดให้ตีความ

หนังสือภาพที่ใช้ภาพถ่ายเป็นหลักมีจำนวนไม่มาก การเลือกภาพจากภาพถ่ายหลายพันใบให้กลายเป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่องและมีจังหวะต้องอาศัยการตัดสินใจอย่างละเอียด ภาพแต่ละภาพต้องทำหน้าที่ได้ด้วยตัวเอง และในเวลาเดียวกันก็ต้องเชื่อมโยงกับภาพอื่นเพื่อให้ผู้อ่านเห็นการเปลี่ยนแปลง

ภาพถ่ายยังมีความรู้สึกของการบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เพราะกล้องอยู่ตรงหน้าบุคคลและสถานที่ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ภาพถ่ายก็ไม่ได้เป็นเพียงหลักฐานที่เป็นกลาง การเลือกมุม การจัดวาง และการเลือกภาพมาร้อยเรียง ล้วนมีส่วนกำหนดว่าผู้ชมจะมองเรื่องราวอย่างไร ในหนังสือเล่มนี้ ความละเอียดของภาพทำให้สิ่งของดูใกล้ตัว ขณะที่การจัดองค์ประกอบชวนให้ตั้งคำถามต่อความหมายของมัน


หนังสือภาพในฐานะพื้นที่สนทนา

ภาพถ่ายช่วยให้เรื่องซึ่งอาจเข้าใจยาก เช่น อิทธิพลของบรรทัดฐานทางเพศหรือวัฒนธรรมการบริโภค กลายเป็นสิ่งที่มองเห็นได้จริง เด็กและผู้ใหญ่สามารถเริ่มต้นสนทนาจากคำถามง่าย ๆ เช่น “ทำไมของในห้องนี้จึงมีสีเดียวกันมาก” หรือ “ถ้าเลือกของเอง เราอยากเลือกสีอะไร” คำถามเหล่านี้เปิดโอกาสให้พูดคุยโดยไม่ต้องรีบตัดสินว่าความชอบแบบใดถูกหรือผิด

ผู้ปกครองและครูอาจใช้หนังสือเป็นจุดเริ่มต้นในการชวนเด็กสังเกตของรอบตัว เช่น ของเล่นที่มีในบ้าน สีที่เลือกซื้อ หรือโฆษณาที่บอกเป็นนัยว่าสินค้าชิ้นหนึ่งเหมาะกับเด็กกลุ่มใด การพูดคุยเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าครอบครัวต้องหลีกเลี่ยงสีชมพูหรือสีฟ้า แต่ช่วยให้เด็กเห็นว่าตนเองมีสิทธิ์ชอบสิ่งต่าง ๆ ได้หลากหลาย

หนังสือยังชวนให้มองการบริโภคอย่างรอบคอบขึ้น ของที่เด็กเป็นเจ้าของอาจเกิดจากการเลือกของตนเอง แต่ก็อาจได้รับอิทธิพลจากของขวัญ โฆษณา เพื่อน หรือสินค้าที่มีให้เลือกในตลาด การแยกแยะปัจจัยเหล่านี้ช่วยให้เข้าใจว่ารสนิยมไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว และการมีทางเลือกมากขึ้นช่วยให้แต่ละคนแสดงความเป็นตัวเองได้ชัดเจนขึ้น

สารของหนังสือไม่ใช่การแทนที่กรอบสีเดิมด้วยกรอบใหม่ แต่คือการให้เด็กมีอิสระค้นหาสีและรสนิยมที่เป็นของตนเอง

เหตุใดงานภาพถ่ายชุดนี้จึงยังสำคัญ

แม้ผู้คนจำนวนมากจะตระหนักแล้วว่าไม่ควรกำหนดสีตามเพศ แต่แบบแผนเดิมยังปรากฏได้ในสินค้าที่แยกชั้นวางตามกลุ่มผู้ใช้ การเลือกของขวัญ หรือคำพูดในชีวิตประจำวัน เช่น การบอกว่าเด็กผู้ชายไม่ควรเลือกของสีชมพู ภาพของเด็กที่รายล้อมด้วยสิ่งของจึงทำให้กรอบความคิดเหล่านี้ปรากฏเป็นรูปธรรม และเปิดให้ผู้ชมพิจารณาว่าตนเองเคยรับหรือส่งต่อความคาดหวังแบบใดบ้าง

ความสำคัญของผลงานไม่ได้อยู่ที่การหาคำตอบตายตัวว่าเด็กแต่ละคนควรเลือกอะไร แต่อยู่ที่การทำให้คำถามยังคงเปิดกว้าง เมื่อเด็กเติบโตขึ้น ความสนใจอาจเปลี่ยน และตัวตนก็ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับภาพจำที่คนอื่นมีต่อเพศของพวกเขา การยอมรับความหลากหลายเช่นนี้ช่วยให้เด็กมีพื้นที่ทดลอง สำรวจ และตัดสินใจด้วยตนเอง

หนังสือภาพเล่มนี้จึงเป็นทั้งบันทึกการเติบโตและคำเชิญชวนให้มองสิ่งรอบตัวใหม่ ตั้งแต่สีบนของเล่นไปจนถึงวิธีที่ครอบครัวและสังคมพูดถึงเด็ก งานจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์หนังสือเด็กฮุนไดในเมืองพันกโย มีกำหนดจัดถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน โดยมุ่งช่วยให้ผู้ชมเข้าใจภาพถ่ายและวิธีอ่านภาพมากขึ้น

มองให้พ้นสีที่ถูกกำหนด

เมื่อมองภาพเด็กในห้องที่เต็มไปด้วยสิ่งของ เราอาจเริ่มจากการเห็นสี แต่สุดท้ายกลับได้เห็นเรื่องราวของรสนิยม การเปลี่ยนแปลง และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งที่ตนเลือกเก็บไว้ ภาพเหล่านี้เตือนว่าเด็กไม่ควรถูกจำกัดด้วยสีที่คนอื่นกำหนดให้

ข้อเสนอของหนังสือเรียบง่ายแต่มีความหมาย: ไม่มีสีใดเป็นของเด็กผู้หญิงหรือเด็กผู้ชายโดยเฉพาะ และเด็กทุกคนควรมีโอกาสค้นพบสีสันที่ทำให้รู้สึกเป็นตัวเอง