หนังสือที่พาผู้คนมาพบกัน
สมาชิกชมรมอ่านหนังสือผู้สูงวัยช็องมีฮเวในเมืองอันซอง ประเทศเกาหลีใต้ มีอายุราว 60–70 ปี จำนวน 10 คน พวกเขาพบกันเดือนละสองครั้งมาตั้งแต่ปี 2020 โดยไม่ได้เพียงอ่านหนังสือเงียบ ๆ แต่ยังอ่านออกเสียง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เขียนงาน วาดภาพ ไปเยี่ยมชมสถานที่เกี่ยวกับวรรณกรรมและร้านหนังสือในชุมชน รวมถึงอาสาอ่านหนังสือให้เด็ก ๆ ฟังด้วย
กลุ่มนี้เตรียมจัดนิทรรศการผลงานเขียนและภาพวาดของสมาชิกในวันที่ 23–24 ตุลาคม การรวมตัวที่เริ่มจากหนังสือจึงค่อย ๆ ขยายไปสู่กิจกรรมสร้างสรรค์และความสัมพันธ์ในชุมชน
สำหรับสมาชิกช็องมีฮเว การอ่านร่วมกันไม่ใช่แค่การอ่านให้จบเล่ม แต่เป็นโอกาสที่จะได้ฟัง ได้พูด และเรียนรู้ว่าแต่ละคนมองโลกไม่เหมือนกันอย่างไร
อ่านออกเสียงเพื่อให้ทั้งตาและหูได้ทำงาน
ในการพบปะครั้งหนึ่งที่ห้องสมุดอิลจุก สมาชิกแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับความหวังและการเรียนรู้ ส่วนอีกกลุ่มอ่านรวมข้อคิดเกี่ยวกับชีวิตของนักปรัชญาอาร์เทอร์ โชเพนเฮาเออร์ สมาชิกผลัดกันอ่านทีละช่วง บางคนยืนอ่านเพราะรู้สึกว่าช่วยให้มีสมาธิ ขณะที่อีกคนอ่านโดยถือแว่นขยาย เนื่องจากมีอาการปวดหลังและต้องปรับท่าทางให้เหมาะกับตนเอง
สมาชิกคนหนึ่งเล่าว่า เมื่ออ่านหนังสือเงียบ ๆ ในห้องสมุดที่ทุกคนต้องรักษาความสงบ บางครั้งก็เผลอเคลิ้มหลับ แต่การอ่านออกเสียงทำให้ต้องตั้งใจ เพราะต้องคอยดูว่าถึงคิวของตนเองเมื่อไร อีกคนอธิบายว่าการอ่านแบบนี้เหมือน “อ่านด้วยหู” เพราะขณะที่เพื่อนอ่าน เขาสามารถฟังเนื้อหาและเรียบเรียงความคิดของตัวเองไปพร้อมกันได้
- การผลัดกันอ่านทำให้สมาชิกมีส่วนร่วม ไม่ได้ปล่อยให้ใครคนใดคนหนึ่งพูดอยู่ฝ่ายเดียว
- การได้ยินข้อความซ้ำจากเสียงของผู้อื่นอาจช่วยให้บางคนจดจ่อกับเนื้อหาได้ดีขึ้น
- เมื่ออ่านจบ กลุ่มจะใช้เวลาพูดคุยถึงสิ่งที่เข้าใจและความรู้สึกที่เกิดขึ้น
การอ่านออกเสียงจึงมีจังหวะร่วมกันมากกว่าการอ่านตามลำพัง คนหนึ่งอ่าน อีกคนฟัง แล้วทุกคนค่อยนำความคิดของตนมาแบ่งปัน คล้ายกับการสนทนาที่มีหนังสือเป็นจุดเริ่มต้น
จากเรื่องในหนังสือสู่ปัญหาที่พบในชีวิตจริง
หลังอ่านหนังสือประมาณหนึ่งชั่วโมง สมาชิกไม่ได้แยกย้ายทันที แต่เปิดวงสนทนาเกี่ยวกับประเด็นในเล่ม ผู้เข้าร่วมคนหนึ่งซึ่งเลี้ยงวัวเล่าถึงฤดูร้อนที่ร้อนจัด วัวกินอาหารได้น้อยลงและน้ำหนักลดจากประมาณ 900 กิโลกรัมเหลือ 690 กิโลกรัม ประสบการณ์นี้ทำให้เธอรับรู้ถึงผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศได้อย่างใกล้ตัว ไม่ใช่เพียงในฐานะข่าวหรือแนวคิดที่อยู่ไกลออกไป
หลังอ่านหนังสือ เธอจึงคิดมากขึ้นว่าการลงมือทำในชีวิตประจำวันมีความสำคัญ เช่น ใช้ถุงพลาสติกให้น้อยลง และล้างถุงที่ใช้แล้วให้สะอาด ผึ่งให้แห้งเพื่อนำกลับมาใช้ซ้ำ สมาชิกคนอื่น ๆ พูดคุยต่อถึงไวรัส การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ และการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ
บรรยากาศไม่ได้เป็นการโต้เถียงเพื่อหาผู้ชนะ แต่เป็นการเล่าความคิดและประสบการณ์อย่างสงบ สมาชิกกล้าพูดในสิ่งที่ตนเชื่อ ขณะเดียวกันก็รับฟังเมื่อคนอื่นมีมุมมองต่างออกไป การอ่านทำให้เรื่องใหญ่ที่อาจดูเป็นนามธรรม เช่น สภาพภูมิอากาศ กลายเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับอาหารของสัตว์ งานในครัวเรือน และการตัดสินใจเล็ก ๆ ในแต่ละวัน
เมื่อความรู้จากหนังสือเชื่อมกับชีวิตจริง การสนทนาก็ช่วยให้สมาชิกมองเห็นทั้งผลกระทบและทางเลือกที่อาจเริ่มทำได้ในชีวิตประจำวัน
ชมรมที่ช่วยรับมือกับความเหงาและการเปลี่ยนผ่าน
สมาชิกส่วนใหญ่เคยใช้ชีวิตในเมืองอย่างโซลหรืออินชอน ก่อนย้ายมาอยู่ชนบทด้วยเหตุผลหลายแบบ บางคนอยากหนีความวุ่นวาย บางคนย้ายมาทำเกษตรหรือเลี้ยงสัตว์ และบางคนย้ายตามสถานที่ทำงาน การเริ่มต้นชีวิตช่วงใหม่ในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยทำให้พวกเขาต้องสร้างความสัมพันธ์และกิจวัตรขึ้นมาใหม่
โจซ็องอิล ซึ่งเคยทำงานเป็นบรรณารักษ์ก่อนเกษียณและย้ายตามสามีมาอันซอง มองว่าช่วงสูงวัยมักนำมาซึ่งความกังวลหลายด้าน ทั้งสุขภาพ ความเหงา และความรู้สึกว่าคุณค่าของตนเองลดลง เธอบอกว่าการเข้าร่วมชมรมช่วยบรรเทาความรู้สึกเหล่านี้ เพราะสมาชิกมีพื้นที่พบปะ พูดคุย หัวเราะ และให้กำลังใจกัน
เธอยังชอบที่วงอ่านหนังสือไม่ได้กลายเป็นเวทีอวดเรื่องลูกหรือฐานะทางการเงิน ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในการพบปะของคนวัยเดียวกัน สำหรับเธอ สิ่งสำคัญคือการได้คุยกันผ่านเนื้อหาในหนังสือและรับฟังชีวิตของกันและกัน เมื่อคนอื่นตั้งใจฟังและเห็นคุณค่าของสิ่งที่พูด ความมั่นใจในตัวเองก็อาจค่อย ๆ กลับมา
การมีส่วนร่วมมากกว่าการนั่งอ่าน
กิจกรรมของช็องมีฮเวไม่ได้จำกัดอยู่ที่การอ่าน สมาชิกเคยแสดงละครในโรงละครขนาดเล็กของห้องสมุด และเรียนเล่นเครื่องดนตรีโอคารินาเพื่อจัดงานดนตรีขนาดย่อม กิจกรรมเหล่านี้ทำให้การพบกันมีเป้าหมายร่วม และเปิดโอกาสให้แต่ละคนได้ลองทำสิ่งใหม่แม้จะพ้นวัยทำงานแล้ว
การมีนัดหมายเป็นประจำยังช่วยสร้างจังหวะให้ชีวิต เช่น เตรียมหนังสือก่อนวันพบกลุ่ม เดินทางไปห้องสมุด และคิดว่าจะนำเรื่องใดมาเล่า สำหรับผู้ที่เพิ่งย้ายถิ่นหรือใช้ชีวิตหลังเกษียณ กิจวัตรเช่นนี้อาจเป็นหลักยึดที่ช่วยให้รู้สึกว่าตนยังเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคน
พูดถึงความโดดเดี่ยวและความตายได้อย่างปลอดภัย
หนังสือบางตอนเปิดประตูให้สมาชิกพูดถึงความรู้สึกที่ปกติอาจเก็บไว้คนเดียว สมาชิกคนหนึ่งเลือกข้อความที่กล่าวว่า มนุษย์มีสิ่งให้กันได้ไม่มาก และท้ายที่สุดทุกคนต้องอยู่กับตัวเอง คำว่า “อยู่คนเดียว” ทำให้วงสนทนาขยายไปถึงชีวิตหลังเกษียณ อิสรภาพ และความกลัว
สมาชิกคนหนึ่งบอกว่า หลังเกษียณไปได้ห้าปี เธอเพิ่งตระหนักว่าตลอดเวลาที่ผ่านมามักปรับตัวตามผู้อื่น เมื่อเริ่มหันมาดูแลตัวเอง เธอกลับรู้สึกเป็นอิสระมากขึ้น อีกคนบอกว่าชอบเวลาที่ได้อยู่ลำพัง แต่สมาชิกอีกคนยอมรับว่าเขากลัวการต้องตายเพียงลำพัง โดยเฉพาะเมื่อตื่นขึ้นมากลางดึกและนึกถึงวันสุดท้ายของชีวิต
วงอ่านหนังสือไม่ได้ทำให้ความกลัวเหล่านั้นหายไปทันที แต่การมีโอกาสพูดออกมาและได้รับฟังอย่างไม่ตัดสินช่วยให้ความรู้สึกที่คลุมเครือมีถ้อยคำรองรับ สมาชิกได้เห็นว่าคนอื่นอาจรู้สึกต่างกัน แม้จะเผชิญคำถามเดียวกัน นั่นทำให้คำว่า “อยู่คนเดียว” ไม่ได้มีความหมายแบบเดียวสำหรับทุกคน
การแลกเปลี่ยนไม่ได้บังคับให้ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่ช่วยให้แต่ละคนมีพื้นที่พูดถึงสิ่งที่กังวลและได้ยินประสบการณ์ของผู้อื่น
อ่านเล่มเดียวกัน แต่ได้รู้จักคู่ชีวิตอีกครั้ง
สำหรับคู่สมรสชเวยงซ็อกและพัคฮย็อนจู การเข้าชมรมด้วยกันทำให้ได้เห็นความคิดของอีกฝ่ายในมุมใหม่ ชเวย้ายมาอันซองก่อนภรรยาถึง 10 ปี เพราะงาน ในช่วงนั้นเขาใช้ชีวิตวนเวียนระหว่างบ้านกับที่ทำงานและอ่านหนังสือคนเดียว เมื่อภรรยาชวนเข้าร่วมชมรมเมื่อราวห้าปีก่อน เขายอมไปในตอนแรกเพราะอยากตามใจเธอ
แต่เมื่อทั้งคู่ได้อ่านหนังสือเล่มเดียวกันและพูดคุยถึงสิ่งที่แต่ละคนคิด เขาจึงพบว่าไม่เคยเข้าใจคุณค่าและมุมมองของภรรยาอย่างลึกซึ้งมาก่อน เขาเล่าว่าในวัยหนุ่มมักมุ่งไปที่เป้าหมาย จนไม่ทันสังเกตว่าคนใกล้ตัวคิดอย่างไร การพูดคุยหลังอ่านหนังสือทำให้เข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการกระทำของกันและกัน และช่วยลดความขัดแย้ง
ประสบการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่า แม้คนสองคนจะอยู่ด้วยกันมานาน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรู้จักความคิดของอีกฝ่ายทั้งหมด การมีเรื่องราวภายนอกตัวเองมาเป็นหัวข้อสนทนา เช่น ตัวละคร เหตุการณ์ หรือแนวคิดในหนังสือ อาจช่วยให้เริ่มพูดถึงเรื่องที่ยากจะเปิดขึ้นมาโดยตรง
หนังสือเป็นเหมือนกระจกที่ช่วยเปิดใจ
ชเวเปรียบการอ่านร่วมกันกับการมองกระจก เพราะเมื่ออายุมากขึ้น คนเราอาจยึดติดกับความคิดและประสบการณ์ของตัวเองได้ง่าย หนังสือช่วยให้เห็นว่าตนกำลังคิดอะไร ส่วนการฟังผู้อื่นช่วยให้รู้ว่าคนอื่นอาจตีความเรื่องเดียวกันต่างออกไป
ในทางปฏิบัติ การเปิดใจไม่ได้แปลว่าต้องเห็นด้วยกับทุกคน แต่หมายถึงการหยุดฟังเพื่อทำความเข้าใจ ก่อนตัดสินว่าความคิดอีกฝ่ายถูกหรือผิด เช่น คนสองคนอาจอ่านประโยคเดียวกันแล้วคนหนึ่งนึกถึงอิสรภาพ ขณะที่อีกคนคิดถึงความโดดเดี่ยว การพูดคุยทำให้ทั้งคู่เห็นว่าประสบการณ์ส่วนตัวมีผลต่อวิธีอ่านโลกอย่างไร
สมาชิกคนหนึ่งเชื่อว่าการอ่านออกเสียงและสนทนาอาจช่วยกระตุ้นสมองส่วนหน้าผาก ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคิดและการวางแผน รวมถึงสมองส่วนฮิปโปแคมปัส ซึ่งมีบทบาทด้านความจำ อย่างไรก็ตาม ความเห็นนี้เป็นคำอธิบายจากสมาชิก และการอ่านเพียงอย่างเดียวไม่อาจรับประกันว่าจะป้องกันภาวะสมองเสื่อมหรือปัญหาความจำได้ กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตที่มีการเรียนรู้และพบปะผู้อื่น ไม่ใช่สิ่งทดแทนการดูแลสุขภาพหรือคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้หยุดเมื่ออายุมากขึ้น
เรื่องราวของช็องมีฮเวแสดงให้เห็นว่าชมรมอ่านหนังสืออาจทำหน้าที่ได้หลายอย่างพร้อมกัน ทั้งเป็นพื้นที่เรียนรู้ กิจวัตรที่ทำให้ผู้คนออกจากบ้าน และวงสนทนาที่ทำให้พูดถึงความสุข ความเสียใจ หรือความกลัวได้ สมาชิกไม่ได้เพียงรับความรู้จากหนังสือ แต่ยังเรียนรู้จากวิธีที่คนอื่นตอบสนองต่อเรื่องเดียวกัน
การเริ่มต้นกลุ่มลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์มาก อาจเริ่มจากคนไม่กี่คน เลือกเรื่องสั้นหรือหนังสือที่สนใจร่วมกัน กำหนดเวลาพบปะที่ทุกคนสะดวก และตกลงกติกาง่าย ๆ เช่น ผลัดกันอ่าน ให้เวลาทุกคนพูด และรับฟังโดยไม่รีบตัดสิน ห้องสมุด ร้านหนังสือ หรือพื้นที่ชุมชนก็อาจเป็นสถานที่นัดพบได้
- เลือกหนังสือที่เปิดบทสนทนาได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือวิชาการหรืออ่านยาก
- แบ่งช่วงอ่านให้เหมาะกับสายตา สมาธิ และสุขภาพของสมาชิก
- เปิดโอกาสให้ทุกคนเล่าประสบการณ์ โดยไม่บังคับให้ต้องเปิดเผยเรื่องส่วนตัว
- ทำกิจกรรมร่วมกันเพิ่มเติมได้ตามความสนใจ เช่น เขียน วาดภาพ หรืออ่านหนังสือให้เด็กฟัง
ชเวสรุปความคิดของตนด้วยคำถามว่า ผู้สูงวัยจะใช้ชีวิตโดยยืนยันแต่ความคิดของตัวเอง หรือจะเปิดใจรับฟังและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เขาเชื่อว่าการอ่านด้วยกันมีส่วนกำหนดเส้นทางนั้น สำหรับสมาชิกช็องมีฮเว การเป็นผู้ใหญ่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอายุ แต่เกี่ยวข้องกับความสามารถที่จะฟัง เรียนรู้ และเติบโตไปพร้อมกับคนรอบข้าง
หนังสือเล่มหนึ่งอาจไม่ได้เปลี่ยนชีวิตทั้งหมดในทันที แต่เมื่ออ่านและพูดคุยร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ก็อาจช่วยให้ผู้คนเข้าใจตัวเองและกันและกันได้ลึกขึ้น



















