1 — เรื่องของคนคนหนึ่ง

ในปี 2546 กานต์ ชนะการประมูลที่ดินโรงงานเก่าผ่านกระบวนการบังคับขายทอดตลาด เธอเห็นอาคารที่ทรุดโทรมและที่ดินผืนใหญ่เป็นโอกาสทำธุรกิจใหม่ การซื้อผ่านกระบวนการของศาลทำให้เธอเชื่อว่าความเสี่ยงสำคัญน่าจะได้รับการตรวจสอบแล้ว

แต่ไม่นานหลังเข้าครอบครอง ผลตรวจดินอย่างละเอียดพบสารปนเปื้อนเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เจ้าหน้าที่จึงสั่งให้เธอดำเนินการฟื้นฟูดิน กานต์โต้แย้งว่าเธอไม่ได้เป็นผู้ก่อมลพิษ และสารปนเปื้อนน่าจะมาจากกิจการเดิม เธอไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ก่อนจะถูกตัดสินว่ามีความผิดทางอาญา เธอจึงตั้งคำถามว่า กฎหมายจะบังคับให้ผู้ซื้อทอดตลาดรับผิดกับมลพิษที่เกิดขึ้นก่อนตนได้หรือไม่

2 — คำถามทางกฎหมาย

ประเด็นสำคัญคือ ผู้ที่ได้มาซึ่งสถานที่ควบคุมมลพิษทางดินจากการขายทอดตลาดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 เป็นต้นไป อาจถูกถือเป็นผู้ก่อมลพิษและถูกสั่งให้ฟื้นฟูดิน แม้มลพิษจะเกิดก่อนการรับโอนหรือไม่ และการกำหนดความรับผิดเช่นนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญเกาหลีหรือไม่

3 — กฎหมายเกาหลีว่าไว้อย่างไร

กฎหมายว่าด้วยการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางดินของเกาหลีมุ่งให้มีการกำจัดมลพิษโดยไม่ล่าช้า ผู้รับโอนสถานที่ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมด้านมลพิษทางดินอาจถูกนับเป็น ผู้ก่อมลพิษตามกฎหมาย และมีหน้าที่รับผิดชอบการฟื้นฟู แม้ไม่ได้เป็นผู้ก่อมลพิษด้วยตนเอง

เป้าหมายของกฎหมายคือให้ผู้ที่มีอำนาจควบคุมสถานที่และสามารถดำเนินการแก้ไขได้ ลงมือฟื้นฟูโดยเร็ว เพื่อคุ้มครองสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ดี ความรับผิดนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้รับโอนจะไม่มีทางต่อสู้ ผู้รับโอนอาจยกเหตุพ้นความรับผิดได้ เช่น

  • พิสูจน์ว่า ไม่รู้และไม่มีความประมาท เกี่ยวกับมลพิษที่มีอยู่ก่อนรับโอน โดยการประเมินสภาพแวดล้อมทางดินซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 เป็นเครื่องมือสำคัญในการแสดงข้อเท็จจริงดังกล่าว
  • มลพิษเกิดจากภัยธรรมชาติหรือสงคราม ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
  • เรียกค่าใช้จ่ายคืนจากผู้ก่อมลพิษรายอื่น โดยเฉพาะผู้ที่มีส่วนทำให้เกิดมลพิษมากกว่า หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย

ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งฟื้นฟูอาจถูกลงโทษทางอาญา รวมถึงโทษจำคุก อย่างไรก็ตาม กฎหมายกำหนดโทษปรับไว้ด้วย และไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นต่ำตายตัว ทำให้ศาลพิจารณาความรุนแรงและระยะเวลาของมลพิษ ตลอดจนส่วนที่ผู้รับโอนมีส่วนเกี่ยวข้อง ก่อนกำหนดโทษได้

4 — แนวทางของศาลเกาหลี

ศาลรัฐธรรมนูญเกาหลีพิจารณาว่า การผูกความรับผิดไว้กับผู้ที่ครอบครองหรือควบคุมสถานที่จริงมีเหตุผลในทางปฏิบัติ เพราะเจ้าของหรือผู้ครอบครองมักเป็นผู้ที่สามารถเข้าถึงพื้นที่และจัดการฟื้นฟูได้รวดเร็วที่สุด การรอพิสูจน์ตัวผู้ก่อมลพิษเดิมก่อนทุกครั้งอาจทำให้การกำจัดสารปนเปื้อนล่าช้า

ศาลเห็นว่า ผู้รับโอนหลังวันที่ 1 มกราคม 2545 สามารถคาดหมายได้ว่าการรับโอนสถานที่ควบคุมมลพิษทางดินอาจพ่วงมาด้วยหน้าที่ฟื้นฟู และมีช่องทางประเมินสภาพดินเพื่อพิสูจน์ว่าตนไม่รู้และไม่ประมาท จึงไม่อาจถือว่าความคาดหวังว่าจะไม่ต้องรับผิดเป็นความเชื่อที่กฎหมายต้องคุ้มครอง

ศาลยังชั่งน้ำหนักระหว่างภาระที่ตกกับผู้รับโอนกับประโยชน์สาธารณะจากการทำให้ดินสะอาดและปลอดภัย โดยเห็นว่าประชาชนมีประโยชน์สำคัญโดยตรงจากการลดความเสี่ยงต่อสุขภาพและการรักษาสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ ขณะที่ผู้รับโอนยังมีทางป้องกันตนและอาจเรียกค่าใช้จ่ายจากผู้ก่อมลพิษรายอื่นได้

ในคำวินิจฉัยวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 ศาลจึงวินิจฉัยว่า บทบัญญัติดังกล่าวไม่ขัดต่อหลักคุ้มครองความเชื่อมั่น ไม่ละเมิดสิทธิในทรัพย์สินเกินสมควร และไม่กำหนดโทษเกินขอบเขตที่ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจกำหนด

5 — เมื่อนำกฎหมายมาปรับกับกรณีของกานต์

กรณีของกานต์ต้องพิจารณาเป็นลำดับ

  1. วันที่รับโอน: เธอได้ที่ดินในปี 2546 ซึ่งอยู่หลังวันที่ 1 มกราคม 2545 กติกาความรับผิดสำหรับผู้รับโอนจึงใช้กับการได้มาครั้งนี้
  2. ลักษณะของสถานที่: ที่ดินเป็นพื้นที่โรงงานซึ่งเกี่ยวข้องกับสถานที่ควบคุมมลพิษทางดิน เมื่อผลตรวจพบสารปนเปื้อนเกินเกณฑ์ เจ้าหน้าที่จึงมีเหตุสั่งให้ดำเนินการฟื้นฟู
  3. การที่เธอไม่ได้ก่อมลพิษเอง: ข้อเท็จจริงนี้มีความสำคัญต่อการต่อสู้และการแบ่งภาระค่าใช้จ่าย แต่ไม่ได้ทำให้คำสั่งฟื้นฟูสิ้นผลโดยอัตโนมัติ กฎหมายให้ความสำคัญกับผู้ที่ควบคุมสถานที่และสามารถจัดการปัญหาได้
  4. โอกาสพิสูจน์ว่าไม่รู้และไม่ประมาท: หากกานต์ได้ประเมินสภาพแวดล้อมทางดินก่อนรับโอน และผลประเมินช่วยพิสูจน์ว่าเธอไม่รู้และไม่มีความประมาทเกี่ยวกับมลพิษ เธออาจใช้เป็นเหตุขอพ้นความรับผิดได้ แต่การอ้างเพียงว่า “ไม่เคยเป็นผู้ก่อมลพิษ” อาจไม่เพียงพอ
  5. ผลของการเพิกเฉยต่อคำสั่ง: เมื่อกานต์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เธอจึงเผชิญความผิดทางอาญา ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เห็นว่าการมีโทษอาญาในกฎหมายทำให้บทบัญญัติไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะศาลชั้นคดีสามารถกำหนดโทษให้เหมาะกับข้อเท็จจริงได้

ดังนั้น ข้อโต้แย้งของกานต์ว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญเพียงเพราะเธอไม่ได้ก่อมลพิษจึงไม่สำเร็จ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ได้ตัดสิทธิของเธอที่จะโต้แย้งว่าเข้าเงื่อนไขพ้นความรับผิด หรือเรียกค่าใช้จ่ายจากผู้ก่อมลพิษเดิม หากมีหลักฐานและเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย

6 — บทสรุป: เกิดอะไรขึ้น และควรทำอย่างไร

สำหรับกานต์ การได้ที่ดินผ่านการขายทอดตลาดไม่ได้ลบความรับผิดด้านการฟื้นฟูดินที่กฎหมายผูกไว้กับผู้รับโอนหลังวันที่กำหนด ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่ากติกานี้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะช่วยให้การจัดการมลพิษเกิดขึ้นโดยเร็วและมีกลไกบรรเทาภาระของผู้รับโอน ดังนั้น การอ้างว่าตนไม่ได้เป็นผู้ก่อมลพิษเพียงอย่างเดียวจึงไม่อาจทำให้คำสั่งฟื้นฟูหมดผล และการไม่ทำตามคำสั่งอาจนำไปสู่ความรับผิดทางอาญา

สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อที่ดินหรือได้รับคำสั่งคล้ายกัน ควรจำไว้ว่า

  • ตรวจดินก่อนรับโอน: ขอประเมินสภาพแวดล้อมทางดินและเก็บรายงานไว้เป็นหลักฐาน อย่ารอให้พบการปนเปื้อนหลังซื้อแล้ว
  • อย่าเพิกเฉยต่อคำสั่ง: ขอคำปรึกษาและตรวจสอบทางโต้แย้งหรือขอพ้นความรับผิดโดยเร็ว การไม่ปฏิบัติตามอาจสร้างความเสี่ยงทางอาญาเพิ่มขึ้น
  • เก็บหลักฐานและติดตามผู้ก่อมลพิษเดิม: รวบรวมเอกสารเกี่ยวกับการใช้พื้นที่ ผลตรวจ และการดำเนินการฟื้นฟู เพื่อประกอบการเรียกค่าใช้จ่ายคืนจากผู้ที่มีส่วนก่อมลพิษ